สงครามไทยกับพม่า

          ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เป็นสมัยสุดท้ายที่ไทยจะทำสงครามกับพม่า หลังจากได้สู้รบกันมาประมาณ ๓๐๐ ปีและสิ้นสุดลงเพราะพม่า ต้องทำสงครามกับอังกฤษเเล้ว ตกเป็นเมืองขึ้นหรือ อาณานิคมของอังกฤษ เหตุที่อังกฤษกับพม่าทำสงครามกัน เพราะพม่าต้องการ ปราบแคว้นเล็ก ๆ ตามชายแดนที่เป็นอิสระ เช่น ยะไข่ มณีปุระ อัสสัม(อะหม) จิตตะเกิง แลพกาซา บางทีก็ล้ำเข้าไปในเขต อินเดีย ของอังกฤษ พอได้โอกาสที่ว่าง สงครามทางอื่น อังกฤษก็หันมาแก้แค้นพม่า ได้รบกันเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๖ ในอัสสัมและจิตตะเกิงซึ่งเป็นที่ป่าดงอังกฤษสู้พม่าไม่ได ้จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ โดนยกกองทัพ เรือเข้ามาตีเมืองย่างกุ้งในพ.ศ. ๒๓๖๗ ยึดเมืองได้ตั้งแต่นั้นมาอังกฤษก็ทำสงครามกับพม่าอย่างจริงจัง จึงมาชวนไทยให้ช่วยกันรบพม่าเพราะรู้ว่าไทยเป็นคู่ปรปักษ์กับพม่า ไทยพยายามพิจารณาหาความจริง ยังไม่ทันตอบรับก็สิ้น รัชกาลที่ ๒


           ในรัชกาลที่ ๓ อังกฤษได้ติดต่อมาอีกเพราะการตีย่างกุ้งได้เเล้วก็ได้เมืองเปล่า พม่าได้กวาดต้อนผู้คนและขนเสบียงอาหารไปหมด รุกคืบหน้าไม่ได้และยังเกรงพม่าจะยกทัพใหญ่มารบ และกองทัพอังกฤษทางอินเดียจะมาช่วยไม่ทัน อังกฤษได้มีหนังสือและส่งคนเข้ามาหลายทาง โดนได้ส่งปืนดาบศิลามาถวายพันกระบอกเพื่อเป็นสินน้ำใจ และรับรองว่าถ้าตกลงรบพม่าแล้วจะส่งเครื่องศัสตราวุธให้อีก
ไทยได้พิจารณาปัญหาเป็นสองกรณีคือ จะรบโดนลำพัง พร้อมๆ กันไปกับอังกฤษ หรือจะร่วมมือกับอังกฤษทำสงครามด้วยกัน ในกรณีแรกเมื่อรบชนะอาจเกิดบาดหมางกับอังกฤษเวลาแบ่งปันเขตพม่าในกรณีหลัง มีความลำบากอยู่ที่ว่ายังไม่มีคนที่ สามารถประสานงานให้เกิดความเรียบร้อยในการรบ

           แต่ในที่สุดก็เลือกเอากรณีหลังคือร่วมมือกันอังกฤษและเกิดเรื่องไม่กลมเกลียวจนกลายเป็นความไม่พอใจกันในภายหลัง
รัชกาลที่ ๓ โปรดให้เจ้าพระยามหาโยธาเป็นแม่ทัพยกไปช่วยอังกฤษรบ พอไปถึงเมืองทวายและมะริด ปรากฏว่าอังกฤษตีได้เเล้วเจ้าพระยามหาโยธาเป็นเชื้อมอญได้ขอร้องมิให้อังกฤษทำอันตรายแก่ชาวมอญในดินแดนที่อังกฤษตีได้ อังกฤษก็ยอมตามและตกลงกันว่าจะให้ทัพไทยตีขึ้นไปทางเมืองตองอู ส่วยอังกฤษยกขึ้นไปทางแม่น้ำอิระวดี

ต่อมาเกิดเรื่องขึ้นทางเมืองมะริด คือพระยาชุมพรได้กวาดต้อนผู้คนมา ๔00 เศษ ตามธรรมเนียมของผู้ชนะ แต่ทางอังกฤษไม่ยอมขอให้ไทยส่งคืน ไทยได้ส่งคืนไป ๙๐ ที่เหลือไม่ส่งโดยอ้างว่าพวกเชลยเหล่านั้นสมัคใจจะอยู่กับไทย ในที่สุดกองทัพเรือไทยกับอังกฤษเกิดยิงกัน รัชกาลที่ ๓ ทรงขัดเคืองโปรดให้เรียกกองทัพกลับรัฐบาลอังกฤษที่อินเดียก็หมดความ ปรารถนาที่จะร่วมมือกับไทย แต่เซอร์แคมป์เบลแม่ทัพอังกฤษเห็นพม่ายังมีกำลังมาก จึงได้ขอให้ทางรัฐบาลอังกฤษพยายามเริ่มเจรจากับไทย
การวิวาทกับอังกฤษ ปรากฏในชั้นหลังเมื่อมีการไต่สวนกันขึ้นว่าฝ่ายไทยผิด รัชกาลที่ ๓ จึงรับสั่งให้นำตัวพระยาชุมพรเข้ามาประจำในกรุง การเจรจากับอังกฤษในระยะหลังค่อนข้างเรียบร้อยเพราะอังกฤษพยายามรักษาไมตรี ในการขอความร่วมมือเพื่อรบพม่าแถมยังมี โครงการทำสัญญาการค้าและ           

          พิจารณาชำระสะสางปัญหาเรื่องเขตแดนทางมลายูของอังกฤษ
ไทยตัดสินใจที่จะร่วมมือกับอังกฤษ โดยมีเจ้าพระยามหาโยธาเป็นแม่ทัพ ยกไปทางเมืองเมาะตะมะ ซึ่งถูกอังกฤษยึดไว้ได้แล้วเวลานั้นพม่าส่งทัพใหญ่จะมาตีเอาคืน กองทัพไทยสามารถตีทัพพม่าแตกป้องกันเมืองไว้ได้ การรบครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญทำให้ไทยคิดได้ว่าการช่วยอังกฤษรบต่อไปคงจะต้องเสียเลือดเนื้อมาก และไม่ได้อะไร เป็นเครื่องตอบแทน ฉะนั้นก่อนที่จะทำการต่อไป ไทยจึงขอให้อังกฤษยกเมืองเมาะตะมะให้แก่ไทย ฝ่ายอังกฤษ ไม่ยอมเพราะต้องการไว้เพื่อ ความสะดวกในการค้าขายในภายหน้า ส่วนพวกมอญ ชาวเมาะตะมะ ยินดีจะขึ้นอยู่กับไทย อังกฤษพยายามหาเจ้านายของมอญมาครองเมืองไม่สำเร็จ มาเกลี้ยกล่อมเจ้าพระยามหาโยธาก็ไม่ตกลงด้วย ฝ่ายไทยยืนกรานเด็ดขาดว่าต้องได้เมืองเมาะตะมะก่อนจึงจะเคลื่อนทัพต่อไป อังกฤษไม่ยอมจึงไม่ได้ทำการรบต่อไปอีก อังกฤษต้องรบไปฝ่ายเดียวจนชนะเด็ดขาดในปลายปี พ.ศ. ๒๓๖๘

          เมื่อเสร็จสงคราม อังกฤษเสนอมให้ไทยรับเมืองทวายหรือเมาะตะมะเป็นสินน้ำใจในการเข้าเป็นสัมพันธมิตร แต่ไทยคิดไปถึงปัญหาเรื่องเมืองไทรบุรีที่ยังค้างอยู่ เกรงว่าถ้ารับเมืองเมาะตะมะหรือทวายแล้วอังกฤษจะมาขอเมืองไทรบุรีเป็นการตอบแทน ไทยจึงไม่ยอมรับเลยไม่ได้อะไรในการช่วยอังกฤษทำสงครามกับพม่า แต่ยังคงได้เมืองไทรบุรีไว้แต่ปีนั้นก็ยังคงเป็นของอังกฤษ

 

 
   
 
   
เว็บไซต์นี้ แสดงผลได้ดี บนความละเอียด 1024x768 Text Size Medium
วิชา การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อจัดทำโครงงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2555
โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์