|
บุคคลสำคัญในชุนชน
พระครูนิวาตธรรมโกศล(หลวงพ่อแนม กตปุญโญ)
เด็กชายแนม ธรรมราช เกิดวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๖๕ ณ บ้านท่าเกษม ตำบลเมืองบางยม หมู่ ๔ อำเภอสังคโลก จังหวัดสุโขทัย เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวน ๗ คน ของนายน้อย นางฝอย ธรรมราช เมื่ออยุ ๙ขวบได้ตามแม่ใหญ่ชื่อขาวพวง ธรรมราช ซึ่งเป็นแม่ชีมาจากสุโขทัย ได้พบกับพระธุดงค์ ชื่ออ๊อด ที่วัดท่าพระจันทร์ ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย และได้เรียนหนังสือจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เมื่อพศ.๒๔๗๕ ที่โรงเรียนวัดบ้านแดน ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย
ต่อมาหลวงพ่ออ๊อดจะออกธุดงค์จึงฝากเด็กชายแนมไว้กับหลวงพ่อแท่นยโสธรและได้พาไปบวชเณรกับท่าเจ้าคุณวิเชียรโมลีเจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพชรณวัดบรมธาตุเมื่อ วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๘๐ ได้จำพรรษาที่สำนักสงฆ์เกาะทรายมูล จังหวัดกำแพงเพชร ต่มายามมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าพระจันทร์ จนกระทั่งอายุ ๒๐ ปี หลวงพ่อแท่นได้พาไปอุปสมบทที่วรดสังขวิจิตร ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย โดยมีหลวงพ่อสว่างเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาฯ กตปุญโญ หลวงพ่อแนมได้เรียนธรรมมะกับหลวงพ่อสว่างและหลวงพ่อแท่นอยู่หลายปี จึงได้ออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ กระทั่งพบคณาจารย์ สายหลวงปู่เภา วัดถ้ำตะโก จังหวัดลพบุรีซึ่งท่าเป็นคณาจารย์ของหลวงพ่อแท่น
ในช่วงจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าจันทร์ คืนหนึ่งหลวงพ่อแท่นได้นิมิตรเห็นแสงสว่างเจิดจ้าอยู่บริเวณวัดเขาหน่อ ครั้นพอยามเช้าหลวงพ่อแท่นจึงได้บอกให้หลวงพ่อแนมอยู่ที่วัดท่าจันทร์ไปก่อนส่วนหลวงพ่อแท่นจะไปจำวัดเขาหน่อเพื่อบูรณะฟื้นฟูตามที่ตามที่เห็นนิมิตร
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๕ หลวงพ่อแนมได้ตามมาจำพรรษา อยู่กับหลวงพ่อแท่นที่วัดเขาหน่อและได้พากันเดินธุดงค์มาจากวัดเขาหน่อ และได้มาปักกรดปฏิบัติธรรมที่เขาห้วยลุง ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพพิสัย โดยอาศัยอยู่ในถ้ำเขาห้วยลุง ในขณะนั้นนายทอง เอี่ยมแพร เป็นกำนัน ตำบลบ้านแดน ได้เกิดศรัธาเลื่อมใสในองค์หลวงพ่อแท่นและหลวงพ่อแนม ได้ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อทั้ง ๒ รูป และได้ชักชวนชาวบ้านบริเวณบ้านเขาห้วยลุง และหมู่บ้านใกล้เคียงมาร่วมกันสร้างกุฏิ ศาลา เสนาสนะ สิ่งก่อสร้าง ถาวรวัตถุต่างๆภายในสำนักสงฆ์เขาห้วยลุง และต่อมากำนันทอง เอี่ยมแพร ได้ถวายที่ดินประมาณ ๑๐๐ ไร่เศษ ให้กับหลวงพ่อแท่นและหลวงพ่อแนม พื้นที่ดังกล่าวคือวัดเขาห้วยลุงในปัจจุบัน
ในปีพศ. ๒๕๐๓ ตรงกับปีชวด เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๔ ค่ำ วันพุธ หลวงพ่อแท่น ยโสธโร ได้มรณะภาพลงและก่อนที่จะละสังขารได้ฝากหลวงพ่อแนมให้ดูแลสำนักสงฆ์เขาห้วยลุง และวัดเขาหน่อ สืบต่อมา ซึ่งหลวงพ่อแนมก็รับปาก และในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๘ สำนักสงฆ์เขาห้วยลุงก็ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดโดยใช้ชื่อววัด ว่า "วัดเขาห้วยลุง"
หลวงพ่อแนม กตปุญโญ ได้ยึดมั่นอยู่ในสมณเพศอย่างเคร่งครัดไม่ว่าจะเป็นด้านวิปัสสนาธุระและคันกธุระ แม้กระทั่งโยธากระธุระ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง จนสอบได้ น.ธ เอก ในปีพ.ศ.๒๔๘๗ ณ สำนักเรียนวัดป่าธรรมโสภณ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และสุดท้ายได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระครูนิวาตธรรมโกศล ในสายงานปกครองนั้น เป็นเจ้าอาวาสวัดเขาหน่อเมื่อพ.ศ.๒๔๙๐ ในปีพ.ศ.๒๕๑๑ เป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแดน
ทางด้านการศึกษานั้นเป็นครูสอนปริยัติธรรมประจำวัดเขาหน่อ ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๐ นอกจากนั้นยังได้เผยแผ่เทศนาอบรมประชาชนในเขตตำบลบ้านแดน และใกล้เคียง ไม่เคยเว้นจากพิธีจากพิธีกรรมทางศาสนาจวบจนวาระสุดท้าย หลวงพ่อแนมมีความชำนาญทางด้านก่อสร้างเป็นพิเศษ ได้ก่อสร้างศาสนสถานไว้มากมายอาทิเช่น
พ.ศ. ๒๕๑๓ สร้างศาลาการเปรียญ ๑ หลัง
พ.ศ. ๒๕๑๔ สร้างกุฏิแบบทรงไทย ๕ หลัง
พ.ศ. ๒๕๑๕ สร้างประปาร่วมกับอนามัย อำเภอบรรพพิสัย ประจำวัด
พ.ศ. ๒๕๑๙ สร้างหอสวดมนต์ ๑ หลัง
พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๑ สร้างหอสมุด ๑ หลัง แบบทรงไทย
ในปีพ.ศ. ๒๕๓๕ ประชาชนชาวนครสวรรค์ต่างปลื้มปิติเมื่ออุโบสถวัดเขาหน่อได้เสร็จสิ้นลง และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จยกช่อฟ้า นอกจากนั้นยังมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญๆ อีกมากมาย ไม่ว่าการบูรณะรอยพระพุทธบาทเขาหน่อพร้อมทางขึ้นและถนนรอบเขาหน่อ
ประการสำคัญท่านพยายามย้อนรอยประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเส้นทางเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ ๕ ที่ได้เสด็จมาที่วัดเขาหน่อ โดยได้ขอให้หลวงปู่โง่นทำพิธีหาจุดประทับ ของรัชกาลที่๕ และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ท่านได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการรักษาธรรมชาติของเขาแก้วและเขาหน่อได้ต่อสู้กับอิทธิพลต่างๆมากมาย จากการกระทำของผู้ที่ต้องการระเบิดเขาเพื่อนำหินไปทำธุรกิจ จนกระทั่งท่านได้ถวายฏีกาด้วยตนเอง ต่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จยกช่อฟ้า โดยกล่าวว่า "ขอถวายธรรมชาติทั้งเขาแก้วและเขาหน่อให้อยู่ในความดูแลของพระองค์..."
ระยะหลังหลวงพ่อแนมได้มีอาการของโรคภูมิแพ้ ต้องมีออกซิเจนอยู่ข้างตัวตลอดเวลาและท่านได้เข้ารกษาที่โรงพยาบาลค่าจิระประวัติหลายครั้งซึ่งทางโรงพยาบาลได้จัดห้องไว้ให้ท่าน ๑ ห้อง และแพทย์ได้แนะนำให้ท่านอยู่ในที่โล่งอากาศถ่ายเทสะดวกในปีพ.ศ.๒๕๔๐ ท่านจึงย้ายมาจำพรรษาที่วัดเขาห้วยลุงอีกครั้ง เมื่อย้ายมาจำพรรษาที่วัดเขาห้วยลุง อาการของโรคภูมิแพ้ได้ทุเลาลงจนแทบจะไม่ปรากฏอาการ เพราะบริเวณวัดเขาห้วยลุงเป็นที่โล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก อีกทั้งไม่มีกลิ่นมูลค้างคาวและลิง ประกอบกับ คุณพิสิฏฐ์ และคุณสุดจินต์ สุพิชญางกูร สองสามีภรรยาผู้มีความเลื่อใส ในหลวงพ่อแนมเป็นอย่างยิ่งได้สร้างกุฏิถวายเป็นที่จำพรรษา
ในช่วง พ.ศ. ๒๕๔๐ เศรษฐกิจของไทยเริ่มมีปัญหา ฟองสบู่เริ่มแตกและเกิดอาการหนักในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๔๒ หลวงพ่อแนมได้รับทราบความเป็นไปของบ้านเมืองโดยตลอด และได้ปรารภด้วยความเป็นห่วงประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้าน ตำบลบ้านแดน จะอยู่อย่างไรในภาวะเศรษกิจตกต่ำ แนวความคิดของท่านได้ชะลอการสร้างศาสนสถานไว้ทั้งหมด โดยหันมาปลูกป่าโดยเฉพาะสมุนไพร และได้ยกที่ส่วนหนึ่งของวัดเขาห้วยลุงได้เป็นที่ตั้งของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร ท่านได้พยายามจำทำในเรื่องของเกษตรแปรรูป และการท่องเที่ยวเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและยังห่วงใยในเรื่องของการศึกษาและสุขอนามัย โดยให้ใช้ที่ส่วน หนึ่งของวัดเขาห้วยลุงเป็นที่ตั้งโรงเรียนและอนามัย และได้ติดตามดูแลสนับสนุนโดยตลอด
ในเดือนมกราคม ๒๕๔๓ ท่านให้ดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ ชื่อว่ามูลนิธิหลวงพ่อแนม โดยให้วัดเขาห้วยลุงเป็ฯที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิและได้มอบเงินของท่านจำนวน ๖๖๕,๖๗๙ บาท (ณ ๒๒ พฤศจิกาย๒๕๔๒)ที่ฝากไว้ธนาคารออมสินสาขาสลกบาตร เป็นทุนดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
เหมือนดั่งผู้รู้กาลเวลา ก่อนมรณภาพได้ ๒ วัน ผู้เขียนได้มีโอกาสตั้งแต่เช้าจนพลบค่ำ ก่อนนจะกลับผู้เขียนได้เข้าไปกราบตักท่านได้สั่งว่า ขอให้ทำงานต่อไปตามเจตนารมณ์ให้สำเร็จ ผู้เขียนไม่เคยเฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าจะเป็นการสั่งครั้งสุกท้าย และวันนั้นท่านได้พูดในหลายๆเรื่อง แม้แต่กระทั่งการมรณภาพของท่าน ท่านบอกว่าให้เผาท่านที่วัดเขาห้วยลุงอย่าเก็บศพไว้ให้เป็นภาระของผู้อื่น
วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ ท่านประพฤติปฏิบัติเหมือนวันต่อมา คือเดินจากกุฏิไปทำความสะอาดมณฑปหลวงพ่อแท่น แล้วกวาดศาลาพระพุทธชินราชที่ตั้งยู่ในวัดเขาห้วยลุง และนั่งวิปัสสนา ทำสมาธิ อธิฐานจิตและเดินกลับกุฏิทรายทอง สรงน้ำและฉันภัตตาหารเช้า จากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ที่คอยปรนนิบัติท่านอยู่ได้ยินท่านปรารภกับเป็ดที่ท่านเลี้ยงไว้ว่า "ข้าฯหมดกำลังเลี้ยงพวกเอ็งแล้วและยังพูดกับลูกศิษย์ว่าให้เตรียมช่วยเหลือตัวเอง" ไม่มีใครเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่าท่านหมายถึงอะไร
เวลา ๙.๐๐ น. ของวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ คุณพิสิฏฐ์ และคุณสุดจินต์ สุพิชญางกูร พร้อมครอบครัวได้นำภัตตาหารและเครื่องสังฆทานมาถวายหลวงพ่อแนม และในเวลา ๑๐.๓๐ น. หลวงพ่อแนมเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก คณะศิษย์ได้นำหลวงพ่อส่งโรงพยาบาลปากน้ำโพ ในขณะนั้นอาการของหลวงพ่อดีขึ้นจนกระทั่งเวลา ๑๔.๕๘ น.อาการของหลวงพ่อได้ทรุดหนักลงอีก แต่ท่านยังมีสติอยู่ตลอด แพทย์นำยามาให้ฉันโดยป้อนใส่ปากท่านเลย ท่านยังคายออกและสั่งให้ประเคนก่อน ท่านเคร่งในวัตรปฏิบัติจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต และในเวลาดังกล่าว ท่านจากพวกเราไปด้วยอาการสงบ ทิ้งไว้แต่ธรรมะคำสั่งสอนความเมตตา หลวงพ่อแนม กตปุญโญ
อมตะวาจา ท่านกล่าวอยู่เสมอว่า" ไม่มีอะไรเป็นของข้าฯ ที่ทำนี้ให้พวกเอ็งทั้งนั้น วัดเป็นของชาวบ้าน ข้าฯ มีหน้าที่เฝ้าวัด"
|